International Economics News

There are no translations available.

Friday, December 26, 2014   Source - The Nation Website

 Rayong engine, transmission plant to churn out 400,000 sets per year starting next month, all-new Mazda2 to be exported to global markets

Mazda is making Thailand one of its global manufacturing and export centres and is currently driving into new markets with its Thai-made vehicles and parts.While the kingdom was previously the production and export hub for the BT-50 pickup truck, the award-winning Mazda2 subcompact will also be exported to global markets as far away as Australia and Europe.Apart from assembling vehicles, Mazda has invested more than Bt11 billion to manufacture engines and transmissions here in the country, with new factories being built in Rayong.

Mazda vehicles are assembled at the AutoAlliance Thailand (AAT) plant there, which is a joint venture with Ford Motor. Ford produces its Ranger pickup truck at this plant.The engine plant will go into operation next month with a massive production capacity of 400,000 sets per year. This is the first Mazda transmission plant to be built outside Japan.Meanwhile, a Bt3-billion engine plant will churn out efficient Skyactiv engines for the Mazda2 and Mazda3 models starting in late 2016. Mazda has yet to finalise the production target.

"While production of small-volume models takes place in Malaysia and Vietnam, Thailand will serve as a major supply base for this region," said Hidesuke Takesue, the newly appointed president of Mazda Sales (Thailand). "Thailand is the largest market for Mazda in Asean, with assembly as well as production of engines and transmissions," he added.The country is Mazda's sixth-largest market in the world, with sales expected to reach 35,000 vehicles this year.Takesue, who was previously stationed in Bangkok from 2006-2009 as director for Mazda Sales Thailand's business strategy department, said Mazda had done so well in Thailand in the past several years that it would be used as a model for expansion across Southeast Asia."When I was stationed in Thailand before, Mazda sold only 14,000 vehicles per year, but this year the figure has gone up to 35,000 units, due to the [additional] investments we made at AAT and the engine and transmission plants," he revealed."Mazda Motor Corporation has hailed Mazda Sales Thailand as the blueprint for the brand worldwide. Thailand is the centre and a major market for launching new models as well as displaying new technologies. This includes our Skyactiv technology. Thai people, meanwhile, will definitely get their hands on the new Mazda2 early next year," Takesue said.

"This year, we are likely to achieve our sales target of 35,000 vehicles without much difficulty. Meanwhile, total auto sales in Thailand will rise above 850,000 units, and Mazda plans to achieve a 4-per-cent market share. Next year, with market sales expected to grow to 900,000 vehicles, Mazda plans to win a 5-per-cent market share [45,000 vehicles]," he added.The automaker's sales network in Thailand is also growing, with 160 outlets to be increased to 170 next year.While it imports the CX-5 crossover from Malaysia, Mazda has been exporting both CBU (completely built up) and CKD (completely knocked down) kits of the BT-50 from Thailand to other Asean countries such as Vietnam, where Mazda sales has grown from a mere 500 vehicles in 2010 to an enormous 10,000 in 2014.Mazda sales in Malaysia are also surging. According to Takesue, sales are expected to jump from 1,000 vehicles in 2013 to 10,000 by 2018.

There are no translations available.

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557  ที่มา- EXIM Bank

หากจะกล่าวถึงตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในอาเซียน เวียดนาม เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรมากถึง 93.4 ล้านคน (สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์) อีกทั้งเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 6 ในปี 2557 และขยายตัวดีต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 6.4 ต่อปีในช่วงปี 2558-2562 ซึ่งจะเกื้อหนุนให้กำลังซื้อของชาวเวียดนามเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per head) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,320 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 จาก 2,060 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2557 นอกจากนี้ยังมีชาวเวียดนามอีกไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน ที่อาศัยและทำงานอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย ที่มักส่งเงินกลับมาให้ญาติพี่น้องในเวียดนามนับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ล้วนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามมีกำลังซื้อสูงขึ้น จนมีเงินเหลือพอสำหรับซื้ออัญมณีและเครื่องประดับทั้งเพื่อสวมใส่และเพื่อการออม

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นในด้านพฤติกรรมการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของชาวเวียดนาม ช่องทางจำหน่ายและกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของเวียดนามมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

กลุ่มผู้บริโภคสำคัญและรสนิยมการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับ

กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ คือ กลุ่มคนวัยทำงาน (อายุระหว่าง 15-64 ปี) มีสัดส่วนร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือมีจำนวนสูงถึงราว 65 ล้านคน ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และพร้อมที่จะทดลองสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประชากรหนุ่มสาวที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงาน (อายุระหว่าง 15-24 ปี) ซึ่งมีจำนวนราว 1 ใน 4 ของประชากรวัยทำงานทั้งหมด เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้มักซึมซับวัฒนธรรมการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับตามเทรนด์แฟชั่นโลกได้รวดเร็ว ผ่านสื่อโทรทัศน์ นิตยสาร สื่อออนไลน์ และพร้อมเปิดกว้างที่จะทดลองใช้สินค้านำเข้าได้ง่ายกว่าผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ ทำให้เครื่องประดับส่งออกของไทยที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ มีดีไซน์สวยงามตามสมัยนิยม ชิ้นงานมีความประณีต และมีราคาสมเหตุสมผลมีโอกาสเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มคนวัยทำงานในเวียดนามส่วนใหญ่มักเข้าทำงานและอาศัยในเมืองสำคัญ โดยเฉพาะกรุงฮานอย (เมืองหลวงของเวียดนามและศูนย์กลางการค้าทางภาคเหนือ) นครโฮจิมินห์ (ศูนย์กลางธุรกิจ การค้าและบริการทางภาคใต้) และจังหวัดดานัง (ศูนย์กลางธุรกิจ การท่องเที่ยวและท่าเรือสำคัญทางภาคกลาง)

รสนิยมการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของชาวเวียดนาม จำแนกตามภูมิภาคได้ดังนี้

- ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีวิถีการดำเนินชีวิตเรียบง่าย พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าค่อนข้างอนุรักษ์นิยม มักเลือกซื้อเครื่องประดับทองที่มีความบริสุทธิ์ไม่มากนักและออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความคงทนของตัวเรือนมากกว่าความสวยงาม ขณะที่เครื่องประดับทองที่แกะสลักลายดั้งเดิมที่เป็นที่นิยม โดยเฉพาะเครื่องประดับทองที่ตัวเรือนแกะสลักลายดอกกุหลาบ ดอกบัว ใบไม้ หรือผลไม้ เพื่อใช้สวมใส่และเพื่อการออมไว้เป็นสมบัติให้ลูกหลาน ทั้งนี้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมซื้อเครื่องประดับที่ประดับด้วยพลอยมากกว่าเพชร เพราะมีราคาถูกกว่า

- ชาวเวียดนามที่อาศัยทางตอนใต้ของประเทศ เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าชาวเวียดนามในพื้นที่อื่นๆ มักเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จัก ดีไซน์ทันสมัยสะดุดตาตามสไตล์ตะวันตก โดยเฉพาะเครื่องประดับที่ตัวเรือนทำด้วยทองคำขาวประดับเพชร นอกจากนี้ เครื่องประดับกึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้ตกแต่งอัญมณีบริเวณหัวแหวนยังเป็นที่ต้องการอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชาวเวียดนามที่มีรายได้สูงและมีรสนิยมเฉพาะตัวที่ต้องการเลือกซื้อเพชรหรือพลอยน้ำงามมาประดับเอง เพื่อบ่งบอกฐานะทางสังคม

ทั้งนี้ ชาวเวียดนามนิยมซื้ออัญมณีและเครื่องประดับเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงวันเต็ด (Tet) ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของชาวเวียดนาม (ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์) งานมงคลสมรส (นิยมจัดช่วงฤดูหนาว) และงานวันเกิด

ช่องทางจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ

- ย่านการค้า ชาวเวียดนามที่มีกำลังซื้อไม่สูงมากนักนิยมเลือกซื้อเครื่องประดับในย่านการค้าสำคัญ คือ ย่านการค้า Old Quarter ในกรุงฮานอย บริเวณถนน Hang Bac เน้นจำหน่ายเครื่องประดับเงินเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีร้านจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับบริเวณทะเลสาบ Hoan Kiem Lake (ทะเลสาบน้ำจืดและสวนสาธารณะใจกลางกรุงฮานอย) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Hanoi Gold-Silver and Gemstone Branch ขณะที่ย่านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญในนครโฮจิมินห์ คือ ตลาด Ben Thanh เน้นจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับที่ออกแบบเรียบง่ายและชิ้นงานมีขนาดเล็ก การติดต่อหาคู่ค้าทางธุรกิจที่มีช่องทางจำหน่ายในย่านการค้าสำคัญจะมีส่วนช่วยขยายตลาดสินค้าดังกล่าวถึงมือผู้บริโภคชาวเวียดนามได้มากขึ้น

- ห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะ Parkson Plaza และ Daimond Plaza ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าหลายรายการ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับแบรนด์เนมนำเข้าจากต่างประเทศที่ได้รับความนิยมของทั้งชาวเวียดนามที่มีกำลังซื้อสูงและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ การที่ชาวเวียดนามที่มีกำลังซื้อสูงมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองที่นิยมเลือกซื้อสินค้า นัดพบปะเพื่อนฝูง รวมถึงติดต่อธุรกิจในห้างสรรพสินค้า ทำให้ห้างสรรพสินค้าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีศักยภาพในการจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ

กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับเวียดนาม

ผู้ผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่สนใจเจาะตลาดเวียดนามควรหาโอกาสนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในเวียดนาม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า และยังเปิดโอกาสให้ได้พบปะกับผู้ค้าและผู้บริโภคชาวเวียดนามโดยตรง ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความต้องการของตลาดและเป็นโอกาสในการเจรจาธุรกิจซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในเวียดนามที่สำคัญ คือ งาน Vietnam International Jewelry Fair ซึ่งเป็นงานแสดงอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และงาน International Jewelry + Watch ซึ่งจัดที่นครโฮจิมินห์และกรุงฮานอย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกเครื่องประดับไปจำหน่ายที่เวียดนามต้องดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือผู้กระจายสินค้าชาวเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีกฎหมายห้ามนักธุรกิจต่างชาตินำเข้าเครื่องประดับมาจำหน่ายเองโดยตรง

แม้ว่าเวียดนามเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่มีแนวโน้มสดใส อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะตลาดเวียดนามควรตระหนักถึงข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะรสนิยมของชาวเวียดนามที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจกับพฤติกรรมและรสนิยมของผู้บริโภคก่อนตัดสินใจผลิตและส่งออกสินค้า เพื่อมิให้เสียโอกาสทางธุรกิจ นอกจากนี้ กฎหมายและกฎระเบียบด้านการค้าของเวียดนามเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ผู้ประกอบการจึงควรต้องตื่นตัวและติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยข้องอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งการขนส่งในเวียดนามยังมีปัญหาด้านความไม่พร้อมของถนนและกฎระเบียบการจราจร เช่น การจำกัดความเร็วของรถที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจเป็นอุปสรรคทำให้การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนค่าขนส่งและการกระจายสินค้าเพิ่มขึ้น

Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไป เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

There are no translations available.

Wednesday, December 25, 2014    Source - Bangkok Post

Authorities plan to meet with exporters and members of the Federation of Thai Industries and the Thai Chamber of Commerce early next year to discuss the export outlook amid fears that plunging oil prices and the fragile global economy may derail next year's export growth.

"Falling oil prices will hit the purchasing power of oil-exporting nations such as Russia, those in the Middle East and countries in Latin America such as Venezuela," said Nuntawan Sakuntanaga, director-general of the Commerce Ministry's International Trade Promotion Department.

"We thus need early discussion on the impact on shipments with the private sector, while foreign trade counsellors worldwide will be also assigned to report the export situation in each market next month so that the Commerce Ministry can reassess the export target."

The ministry forecasts 2015 export growth of 4%.

In the first 10 months of this year, overall exports remained in the red, falling by 0.36% year-on-year to US$191 billion.

Commerce Minister Chatchai Sarikulya earlier said that for the remaining two months, if the country could stimulate exports to average between $19 billion and $19.5 billion each month, then fullyear export growth was expected within a range of 0.05% to 0.5%.

Ms Nuntawan said it was fortunate the US market had improved and China's economy was still expanding.

Thai exporters should shift their focus to shipping to and investing in neighbouring countries, particularly mineral-rich Myanmar, she said.

Ms Nuntawan said her department was proposing an export promotion strategy focused mainly on raising the competitiveness of Thai exporters, value-added development, e-commerce and export promotion to Asean for the commerce minister's consideration.

The new strategy will also call for tackling forced and child labour allegations and promote the quality and reliability of Thai products.

Paul Gambles, co-founder of MBMG Group and director of MBMG Investment Advisory, warned the oil price drop could fuel a crisis.

"Some analysts believe that the oil price will bottom out as people start to use the fuel more because of lower prices and the incoming winter months in the US. Others see lower crude oil prices as a catalyst to make the booming US shale oil industry more efficient," he said.

"However, these commentaries are missing an important point - this rise in the shale oil industry has been financed by junk bonds."

There are no translations available.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม 2557  ที่มา- เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยและภาคธุรกิจรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยให้ความสำคัญต่อการมุ่งมั่นส่งเสริม และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของอาเซียน และก้าวไปสู่การเป็นชาติการค้า (Trading Nation)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) กล่าวว่ากระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำเว็บไซต์ aecthaibiz.com เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจการค้า การตลาด ศักยภาพ และความพร้อม ของแต่ละจังหวัดของไทย รวม 76 จังหวัด รวมถึงกฎระเบียบทางการค้า และความเคลื่อนไหวที่สำคัญทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในอาเซียน และจีนตอนใต้ รวมทั้งหมด 86 แห่ง โดย aecthaibiz.com เป็นเว็บไซต์เดียวที่ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละจังหวัดของไทยทั้ง 76 จังหวัด กับอาเซียน 9 ประเทศ และจีนตอนใต้ รองรับการขยายตลาดและเครือข่ายการค้าของนักธุรกิจไทย สู่อาเซียน และจีน (ตอนใต้)

เว็บไซต์ aecthaibiz.com จึงเปรียบเสมือน “หน้าต่างการค้าจังหวัดสู่อาเซียน”

ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และประชาชน ในการค้นหาข้อมูลด้านเศรษฐกิจ โอกาสทางการค้า รวมถึงข้อมูลการบริการของกระทรวงพาณิชย์ได้ ณ จุดเดียว จากทุกที่ ทุกเวลา

ข้อมูลเด่นที่เผยแพร่ ประกอบด้วย “8 หน้าต่าง...สู่การค้าอาเซียน”

(1) คลังข้อมูลเศรษฐกิจการค้า (Trade Repository) แหล่งรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบทางด้านการค้าในภูมิภาคอาเซียน

(2) ข้อมูลพื้นฐานของประเทศ และจังหวัด (General Information) สามารถทำความ

รู้จัก เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของประเทศ หรือจังหวัดที่สนใจ โดยมีข้อมูลที่สำคัญๆ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP/GPP) จำนวนประชากร รายได้ต่อหัว ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญ การคมนาคม เป็นต้น

(3) บริการของกระทรวงพาณิชย์ (Moc Service) แหล่งข้อมูล และการเข้าถึงงานบริการของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างสะดวก และรวดเร็วในลักษณะ Single Gateway

(4) ศูนย์การเรียนรู้อาเซียน (E-ASEAN) เป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ความเป็นมา และสิทธิประโยชน์ทางด้านการค้าต่างๆ

(5) จับตาอาเซียน (ASEAN Trade Watch) สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้า รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจ (Hot Issue) เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

(6) ปฏิทินกิจกรรมการจัดงานแสดงสินค้า (Business Calendar) แหล่งรวบรวมข้อมูลการจัดงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวการจัดงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ได้ตลอดเวลา

(7) กระดานถาม-ตอบ และสายด่วน (AEC Hot Line) เป็นช่องทางสำหรับสอบถาม หรือขอข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจการค้า และบริการของกระรทวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนได้อย่างคล่องตัวผ่านทางเว็บไซต์

(8) การค้าชายแดน (Boarder Trade) ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน และการค้าผ่านแดน โดยมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น สถิติการค้าชายแดน สถานการณ์การค้า เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของข้อมูลในระดับจังหวัดผู้ใช้บริการสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร และการจัดกิจกรรมได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในแต่ละจังหวัด รวมถึงข้อมูลด้านเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญของจังหวัด เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด (Factsheet) สถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่สำคัญ ข้อมูลการตลาดประจำปี ดัชนีเศรษฐกิจการค้าจังหวัด (CPI) ราคาวัสดุก่อสร้าง สถานการณ์ การค้าชายแดน เป็นต้น และหากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจังหวัด สามารถสอบถามข้อมูลผ่านช่องทาง “คุยกับพาณิชย์จังหวัด” ซึ่งเป็นกระดานสนทนาสำหรับสอบถามข้อมูลในระดับจังหวัด

There are no translations available.

Wednesday, December 24, 2014   Source - Press Release, Local

 Emphasizing its leadership in financial innovation, KASIKORNBANK is the first bank in Thailand to introduce an Electronic Domestic Letter of Credit (E-DL/C), a move to promote operational efficiency among Thai businesses bracing for intense competition upon the upcoming ASEAN Economic Community (AEC) integration. Among the first clients is Siam Yamato Steel Co., Ltd., Thailand’s leading manufacturer of hot-rolled structural steel. With the new service, companies will be able to save time and costs in document preparation, reception and delivery, while being able to monitor their document status through E-DL/C anywhere, anytime. The service will soon be offered to other supply chains.

According to KASIKORNBANK Executive Vice President Mr. Vasin Vanichvoranun, the burden of paperwork among businesses is significant in terms of costs and time consumed in document preparation, reception, delivery and monitoring. In light of this, KBank has launched an innovation to help solve such problems, becoming the first bank in Thailand to offer E-DL/C on the K-Trade Connect platform. Customers can now undertake the entire process of domestic letter of credit (DL/C) documentation through this electronic channel. The Bank is currently offering the E-DL/C service to Siam Yamato Steel Co., Ltd., and the company’s major dealer, Yong Chareon Chai (2007) Co.,Ltd..

With the E-DL/C service, Siam Yamato Steel, the seller, and Yong Chareon Chai (2007) Co.,Ltd., the buyer, will enjoy convenience in documentation throughout the entire DL/C process, starting from DL/C issuance by the buyer to invoice submission to the buyer upon goods delivery by the seller per buy/sale contract. Therefore, the buyer will make payment afterward.

Overall, E-DL/C will enable trade partners to conveniently carry out related documentation, saving time and expense, and to monitor document status anywhere, anytime. KBank is planning to offer this service to other major supply chains to make this solution one of the business operational standards that will boost Thai business efficiency ahead of the AEC era.

Siam Yamato Steel currently has more than 20 dealers, selling its products under letter of credit (L/C) for approximately 40 percent of the company’s total domestic sales. The company currently processes more than 400 DL/Cs per year and prepares more than 4,000 invoices. Therefore, the company is expected to gain significantly from the E-DL/C service, being able to shorten the time consumed in document preparation and submission by at least 30 percent, and to cut expenses of document reception and delivery by at least 600,000 Baht per annum. Other benefits include convenience in conducting transactions and monitoring document status.

Siam Yamato Steel is Thailand’s leading producer of hot-rolled structural steel, which is essential to Thai construction industry development. Its goal is to become the market leader in ASEAN. The E-DL/C solution will enhance operational flexibility for the company, and is expected to assist in extending the company’s business towards the regional market going forward.

บทความ อื่นๆ ...

หน้า 1 จาก 338

เริ่มแรก
ย้อนกลับ
1

Site Login